
การปกครองสัมยกรุงธนบุรี
พระบรมราชานุสาวรีสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ประดิษฐานอยู่ที่วงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี
พ.ศ. 2477 นายทองอยู่ พุฒพัฒน์ ผู้แทนราษฎร จังหวัดธนบุรีขณะนั้น ได้เป็นผู้นำในการเสนอให้รัฐบาล พระยาพลเอกพหลพลพยุหเสนา สร้างพระบรมราชา-นุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ณ กลางวงเวียนใหญ่ จังหวัดธรบุรี รัฐบาลจึงมอบให้กรมศิลปากร ออกแบบก่อสร้างและการก่อสร้างหยุดชะงักไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2491 โดยนาย ทองอยู่ พุฒพัฒน์และนายเพทาย โชตินุชิต สมาชิกสภาเทศบาลนครธนบุรี ขณะนั้น ในการก่อสร้างกรมศิลปากรได้ออกแบบและปั้นหล่อพระบรมรูป ออกแบบแท่นฐาน เรียบเรียงคำจารึก กรมโยธาธิการตกแต่งวงเวียนใหญ่ และบริษัทสหก่อสร้าง จำกัด ก่อสร้างแท่นฐาน ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ปั้นพระบรมรูปในลักษณะทรงม้า แล้วเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2494 ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และเททองหล่อพระบรมรูป เมื่อ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 ทางราชการได้ประกอบพระราชพิธีเปิดและถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗ และในวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ จึงมีรัฐพิธีเปิดเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงวางพวงมาลา ถวายราชสักการะ ต่อมาทางราชการจึงกำหนดให้วันที่ ๒๘ ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเสวยราชย์ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ไทย เป็นวันถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 1) การสร้างงานด้านการเกษตรเพื่อเร่งรัดการผลิตอาหารได้เพียงพอสำหรับการบริโภค ในขั้นแรกได้ทรงใช้แรงงานคน ไทยโดยระดมกำลังจากกองทัพ แต่หลังจากที่ทรงปราบปรามหัวเมืองต่างๆ ไว้ได้ในอำนาจ จึงได้แรงงานจากเชลยที่กวาดต้อนมาได้ เช่น แรงงานจากเชลยชาวลาว เชลยชาวเขมรใช้ในการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้รวมไปถึงแรงงานชาวจีนซึ่งได้รับการสนับสนุน ให้เข้ามาประกอบอาชีพในราชอาณาจักรด้วย
2) การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในหัวเมืองเมื่อแรงงานในส่วนกลางมีมากขึ้น จึงทรงใช้แรงงานเหล่านั้นไปสร้างความเจริญให้แก่หัวเมือง เช่น ให้คนลาวไปตั้งบ้านเรือนทำการเพาะปลูกที่เมืองสระบุรี ราชบุรี เพชรบุรี จันทบุรี ให้ชาวจีนบางกลุ่มไปประกอบอาชีพทำไร่ เช่น ไร่อ้อย ไร่พริกไทย ตามหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออก และอาชีพทำเหมืองทางภาคใต้ ธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้ทำให้เกิดความเจริญเติบโตของเมือง มีชุมชนขนาดใหญ่เกิดขึ้นตามแห่งผลิตต่างๆ ระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพซึ่งทำกันอยู่เดิม ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ ทำให้เกิดมีโรงสีข้าว โรงงานน้ำตาล และเหมืองดีบุกขึ้นมา
3) การเปิดรับความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเห็นความสำคัญของความรู้ที่ต้องใช้ในการพัฒนา ชาติบ้านเมือง เช่น ความรู้ทางด้านการค้าขายและทางช่าง จึงทรงสนับสนุนให้ชาวจีนเข้ามาช่วยเหลือกิจการในด้านเหล่านี้ เป็นต้นว่า การต่อเรือ การเดินเรือ การตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรกรรม เช่น โรงสี โรงเลื่อยจักร โรงงานน้ำตาล ปรากฏว่าความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ ทำให้ผลผลิตจากชนบทเข้าสู่เมืองมากขึ้น และส่งเสริมให้ธุรกิจเชิงพาณิชย์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
4) การส่งเสริมการค้าขายกับต่างประเทศสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงส่งเสริมทางด้านการค้าขาย โดยส่งเรือสำเภาไปค้าขายยังประเทศจีน อินเดีย และประเทศใกล้เคียง สำหรับสิ่งของที่บรรทุกเรือสำเภาหลวงไปขาย มี ดีบุก พริกไทย ครั่ง ขี้ผึ้ง ไม้หอม ฯลฯ และเมื่อขายสินค้าหมดแล้วก็จะซื้อสินค้าต่างประเทศที่ต้องการใช้ในประเทศ เช่น ผ้าลายและถ้วยชามมาขายให้แก่ประชาชนอีกต่อหนึ่ง แต่ยังใช้ระบบการค้าขายแบบเดียวกับสมัยอยุธยา คือ อยู่ภายใต้การดูแลของพระคลังสินค้า หรือกรมท่า
ลักษณะทางสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในสมัยธนบุรี กล่าวได้ว่า มีการควบคุมกันอย่างเข้มงวด เพราะบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงคราม ต้องสู้รบกับพม่าข้าศึกอยู่ตลอดเวลา การเกณฑ์พลเรือนเข้ารับราชการไพร่โดย การสักเลก อันเป็นธรรมเนียมมาแต่โบราณนั้น ได้มีการกวดขันเป็นพิเศษในสมัยนี้ โดยเฉพาะการลงทะเบียนชายฉกรรจ์เป็น ไพร่หลวง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงและหลบหนี แต่โดยเหตุที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นผู้นำที่สามารถและเปี่ยมด้วยความเมตตา ราษฎรจึงยินยอมพร้อมใจกันเสียสละพัฒนาชาติบ้านเมืองอย่างเต็มความสามารถ ทำให้สังคมไทยกลับคืนสู่สภาพปกติภายในเวลาอันรวดเร็ว
ในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระสติฟั่นเฟือนไป เข้าพระทัยว่าทรงบรรลุโสดาบัน และจะให้พระสงฆ์กราบไหว้พระองค์ซึ่งเป็นคฤหัสถ์ บ้านเมืองเกิดความระส่ำระสาย นอกจากนี้ราษฎรทั่วไปยังได้รับความเดือดร้อน จากข้าราชการที่ทุจริตกดขี่ข่มเหงหาประโยชน์ส่วนตัว เป็นเหตุให้ละทิ้งบ้านเรือนหนีเข้าป่าไปเป็นจำนวนมาก คนร้ายกลุ่มหนึ่งที่กรุงเก่า (กรุงศรีอยุธยา) จึงถือโอกาสคบคิดกันปลุกปั่นยุยงราษฎรให้กระด้างกระเดื่องต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี และก่อการกบฏเข้าปล้นจวนผู้รักษากรุงเก่า ฆ่าผู้รักษากรุงเก่าและคณะกรมการเมือง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีรับสั่งให้พระยาสรรค์ขึ้นไปสอบสวน แต่พระยาสรรค์กลับไปเข้ากับพวกกบฏ และยกพวกมาปล้นพระราชวังที่กรุงธนบุรี ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2324 บังคับให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชออกผนวช และคุมพระองค์ไว้ที่พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม แล้วพระยาสรรค์ก็ตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทน ทางฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งไปราชการทัพเมืองเขมรและกำลังจะยกเข้าตีเมืองเสียมราฐ เมื่อทราบข่าวเกิดจลาจลในกรุงธนบุรี จึงรีบยกทัพกลับ ขณะนั้นเป็นเดือนเมษายน พ.ศ. 2325 เมื่อมาถึงก็ได้สอบสวนเรื่องราวความยุ่งยากที่เกิดขึ้น และให้ประชุมข้าราชการ ที่ประชุมลงความเห็นว่าให้สำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสีย
ตลอดรัชสมัยของพระองค์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชต้องทรงตรากตรำในการสู้รบ เพื่อดำรงความเป็นเอกราชและขยายขอบเขตแผ่นดินไทย จนสามารถขยายเป็นอาณาจักรใหญ่ในแหลมทองนี้ นับได้ว่าพระองค์ทรงเป็นนักรบอย่างแท้จริง มิได้ทรงมีโอกาสแม้แต่จะเสวยสุขสงบแม้ในบั้นปลายพระชนม์ชีพ ในตอนปลายรัชกาล พระยาสรรค์ได้ก่อกบฏ บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย จนเป็นเหตุให้ทรงถูกสำเร็จโทษ
พ.ศ. 2477 นายทองอยู่ พุฒพัฒน์ ผู้แทนราษฎร จังหวัดธนบุรีขณะนั้น ได้เป็นผู้นำในการเสนอให้รัฐบาล พระยาพลเอกพหลพลพยุหเสนา สร้างพระบรมราชา-นุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ณ กลางวงเวียนใหญ่ จังหวัดธรบุรี รัฐบาลจึงมอบให้กรมศิลปากร ออกแบบก่อสร้างและการก่อสร้างหยุดชะงักไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2491 โดยนาย ทองอยู่ พุฒพัฒน์และนายเพทาย โชตินุชิต สมาชิกสภาเทศบาลนครธนบุรี ขณะนั้น ในการก่อสร้างกรมศิลปากรได้ออกแบบและปั้นหล่อพระบรมรูป ออกแบบแท่นฐาน เรียบเรียงคำจารึก กรมโยธาธิการตกแต่งวงเวียนใหญ่ และบริษัทสหก่อสร้าง จำกัด ก่อสร้างแท่นฐาน ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ปั้นพระบรมรูปในลักษณะทรงม้า แล้วเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2494 ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และเททองหล่อพระบรมรูป เมื่อ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 ทางราชการได้ประกอบพระราชพิธีเปิดและถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗ และในวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ จึงมีรัฐพิธีเปิดเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงวางพวงมาลา ถวายราชสักการะ ต่อมาทางราชการจึงกำหนดให้วันที่ ๒๘ ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเสวยราชย์ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ไทย เป็นวันถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 1) การสร้างงานด้านการเกษตรเพื่อเร่งรัดการผลิตอาหารได้เพียงพอสำหรับการบริโภค ในขั้นแรกได้ทรงใช้แรงงานคน ไทยโดยระดมกำลังจากกองทัพ แต่หลังจากที่ทรงปราบปรามหัวเมืองต่างๆ ไว้ได้ในอำนาจ จึงได้แรงงานจากเชลยที่กวาดต้อนมาได้ เช่น แรงงานจากเชลยชาวลาว เชลยชาวเขมรใช้ในการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้รวมไปถึงแรงงานชาวจีนซึ่งได้รับการสนับสนุน ให้เข้ามาประกอบอาชีพในราชอาณาจักรด้วย
2) การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในหัวเมืองเมื่อแรงงานในส่วนกลางมีมากขึ้น จึงทรงใช้แรงงานเหล่านั้นไปสร้างความเจริญให้แก่หัวเมือง เช่น ให้คนลาวไปตั้งบ้านเรือนทำการเพาะปลูกที่เมืองสระบุรี ราชบุรี เพชรบุรี จันทบุรี ให้ชาวจีนบางกลุ่มไปประกอบอาชีพทำไร่ เช่น ไร่อ้อย ไร่พริกไทย ตามหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออก และอาชีพทำเหมืองทางภาคใต้ ธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้ทำให้เกิดความเจริญเติบโตของเมือง มีชุมชนขนาดใหญ่เกิดขึ้นตามแห่งผลิตต่างๆ ระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพซึ่งทำกันอยู่เดิม ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ ทำให้เกิดมีโรงสีข้าว โรงงานน้ำตาล และเหมืองดีบุกขึ้นมา
3) การเปิดรับความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเห็นความสำคัญของความรู้ที่ต้องใช้ในการพัฒนา ชาติบ้านเมือง เช่น ความรู้ทางด้านการค้าขายและทางช่าง จึงทรงสนับสนุนให้ชาวจีนเข้ามาช่วยเหลือกิจการในด้านเหล่านี้ เป็นต้นว่า การต่อเรือ การเดินเรือ การตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรกรรม เช่น โรงสี โรงเลื่อยจักร โรงงานน้ำตาล ปรากฏว่าความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ ทำให้ผลผลิตจากชนบทเข้าสู่เมืองมากขึ้น และส่งเสริมให้ธุรกิจเชิงพาณิชย์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
4) การส่งเสริมการค้าขายกับต่างประเทศสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงส่งเสริมทางด้านการค้าขาย โดยส่งเรือสำเภาไปค้าขายยังประเทศจีน อินเดีย และประเทศใกล้เคียง สำหรับสิ่งของที่บรรทุกเรือสำเภาหลวงไปขาย มี ดีบุก พริกไทย ครั่ง ขี้ผึ้ง ไม้หอม ฯลฯ และเมื่อขายสินค้าหมดแล้วก็จะซื้อสินค้าต่างประเทศที่ต้องการใช้ในประเทศ เช่น ผ้าลายและถ้วยชามมาขายให้แก่ประชาชนอีกต่อหนึ่ง แต่ยังใช้ระบบการค้าขายแบบเดียวกับสมัยอยุธยา คือ อยู่ภายใต้การดูแลของพระคลังสินค้า หรือกรมท่า
ลักษณะทางสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในสมัยธนบุรี กล่าวได้ว่า มีการควบคุมกันอย่างเข้มงวด เพราะบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงคราม ต้องสู้รบกับพม่าข้าศึกอยู่ตลอดเวลา การเกณฑ์พลเรือนเข้ารับราชการไพร่โดย การสักเลก อันเป็นธรรมเนียมมาแต่โบราณนั้น ได้มีการกวดขันเป็นพิเศษในสมัยนี้ โดยเฉพาะการลงทะเบียนชายฉกรรจ์เป็น ไพร่หลวง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงและหลบหนี แต่โดยเหตุที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นผู้นำที่สามารถและเปี่ยมด้วยความเมตตา ราษฎรจึงยินยอมพร้อมใจกันเสียสละพัฒนาชาติบ้านเมืองอย่างเต็มความสามารถ ทำให้สังคมไทยกลับคืนสู่สภาพปกติภายในเวลาอันรวดเร็ว
ในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระสติฟั่นเฟือนไป เข้าพระทัยว่าทรงบรรลุโสดาบัน และจะให้พระสงฆ์กราบไหว้พระองค์ซึ่งเป็นคฤหัสถ์ บ้านเมืองเกิดความระส่ำระสาย นอกจากนี้ราษฎรทั่วไปยังได้รับความเดือดร้อน จากข้าราชการที่ทุจริตกดขี่ข่มเหงหาประโยชน์ส่วนตัว เป็นเหตุให้ละทิ้งบ้านเรือนหนีเข้าป่าไปเป็นจำนวนมาก คนร้ายกลุ่มหนึ่งที่กรุงเก่า (กรุงศรีอยุธยา) จึงถือโอกาสคบคิดกันปลุกปั่นยุยงราษฎรให้กระด้างกระเดื่องต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี และก่อการกบฏเข้าปล้นจวนผู้รักษากรุงเก่า ฆ่าผู้รักษากรุงเก่าและคณะกรมการเมือง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีรับสั่งให้พระยาสรรค์ขึ้นไปสอบสวน แต่พระยาสรรค์กลับไปเข้ากับพวกกบฏ และยกพวกมาปล้นพระราชวังที่กรุงธนบุรี ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2324 บังคับให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชออกผนวช และคุมพระองค์ไว้ที่พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม แล้วพระยาสรรค์ก็ตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทน ทางฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งไปราชการทัพเมืองเขมรและกำลังจะยกเข้าตีเมืองเสียมราฐ เมื่อทราบข่าวเกิดจลาจลในกรุงธนบุรี จึงรีบยกทัพกลับ ขณะนั้นเป็นเดือนเมษายน พ.ศ. 2325 เมื่อมาถึงก็ได้สอบสวนเรื่องราวความยุ่งยากที่เกิดขึ้น และให้ประชุมข้าราชการ ที่ประชุมลงความเห็นว่าให้สำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสีย
ตลอดรัชสมัยของพระองค์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชต้องทรงตรากตรำในการสู้รบ เพื่อดำรงความเป็นเอกราชและขยายขอบเขตแผ่นดินไทย จนสามารถขยายเป็นอาณาจักรใหญ่ในแหลมทองนี้ นับได้ว่าพระองค์ทรงเป็นนักรบอย่างแท้จริง มิได้ทรงมีโอกาสแม้แต่จะเสวยสุขสงบแม้ในบั้นปลายพระชนม์ชีพ ในตอนปลายรัชกาล พระยาสรรค์ได้ก่อกบฏ บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย จนเป็นเหตุให้ทรงถูกสำเร็จโทษ
